ปีนี้เป็นปีที่สองที่ไปเชียงคานช่วงปีใหม่ สังคมเชียงคานเปลี่ยนไปมาก มีความเจริญเข้าไปเยอะ จากปีที่แล้วที่ติดตามความน่าสนใจจากพันทิปถึงความเป็นเมืองสงบ มีวัฒนธรรมริมโขง กับผู้คนที่เป็นกันเอง และได้เข้าไปสัมผัส ปีที่แล้วออกมาขี่จักรยานตอนสามทุ่มคนก็นอนกันแล้ว ตื่นเช้ามาก็มานั่งตักบาตร ไปเดินตลาด ใช้ชีวิตเรียบง่าย เวลาเดินช้า ๆ คนถ่ายรูปเพื่อเล่าเรื่องราวให้คนอื่น ๆ ได้ยิน มาปีนี้กะว่าจะได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายวันปีใหม่ วันแรกที่ไปถึงก็พบกับร้านค้าใหม่ ๆ กิ๊ฟท์เก๋ ผู้คนขวักไขว่ ถ่ายรูปกันแบบเหมือนไม่เคยเห็น ถ่ายกับป้าย ถ่ายกับจักรยาน ถ่ายกับทุก ๆ ร้านที่เดินเจอ อุตส่าห์ขนจักรยานลูกไปสองคัน พร้อมจักรยานตัวเองไปด้วย กะว่าจะได้จอดรถแล้วขี่จักรยานแทน ตื่นนอนมาไปเดินตลาดแป๊บเดียว จักรยานหายไปสองคัน ปรากฏว่าคนที่มาพักที่เดียวกันขโมยไปขี่เพราะนึกว่าของที่พัก โดยเราก็ถามเจ้าของบ้าน เค้าก็บอกว่าไม่มีใครมาขอไปขี่ เอาไปเฉย ๆ (จักรยานของที่พักเค้าก็ให้เช่านะไม่ใช่ให้ยืม) กว่าจะกลับมาก็บ่ายแก่ ๆ นำเอาวัฒนธรรมมักง่ายของคนเมืองมาปล่อยไว้ที่นี่ คืนวันปีใหม่ก็มีจับฉลาก จุดพลุ ร้องเพลงเฮฮา กลายเป็นว่าแทนที่จะมาชื่นชมวัฒนธรรมอย่างเชียงคาน กลับเอาวัฒนธรรมกรุงเทพฯ มาใช้ที่เชียงคาน พอเช้าวันปีใหม่พระเดินมาบิณฑบาตก็มีตากล้องกว่ายี่สิบสามสิบคนมาห้อมล้อมถ่ายรูปอย่างกับไม่เคยเห็นพระบิณฑบาต จนทนไม่ได้กะว่าจะอยู่ต่อต้องหนีไปที่อื่น ความจริงก็ยินดีด้วยกับคนเชียงคานที่มีรายได้ และทำให้เมืองมีชีวิตชีวา แต่ว่าก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ไปเชียงคานอีกช่วงหน้าเทศกาล
ไม่มีอะไรมาก ก็แค่อยากระบายความในใจ
จึงเรียนมาเพื่อทราบ

Views: 55

Reply to This

Replies to This Discussion

อื้ม...แทนที่จะเป็นความเรียบง่าย กับกลายเป็นความมักง่ายไปเลย... ที่เปลี่ยนไปเพราะสื่อต่างๆทั้งอินเตอร์เนต ทั้งข่าวสารต่างๆ พากันลงกันเข้าไป คนที่ต้องการหนีความวุ่นวายจากเมือง เมื่อต่างคนต่างมา กับเป็นมาสร้างความวุ่นวายเสียเอง ถ้าอยากเห็นความเรียบง่ายของเชียงคานก็อย่าโฆษณาทั้งทางตรงและทางอ้อม แค่นี้ก็พอช่วยได้บ้างแล้วล่ะ
อืม ต่อไปอาจจะมีธุรกิจ ขายปัจจัยใส่บาตรตามมา เหมือนที่ผมไปเจอที่หลวงพระบาง ถ้าเห็นนักท่องเที่ยวก็จะรีบเข้าไปหาเพื่อขายของทันที่นะครับ
อืม พอดีเพิ่งกลับมาจากเชียงคานเหมือนกัน แต่อาจจะต่างจากเจ้าของกระทู้ตรงที่ไม่เคยได้ไปเที่ยวเชียงคานมาก่อน มีความรู้สึกว่า เชียงคานเริ่มคล้ายจะเปลี่ยนไปในทางสังคมเมืองมากขึ้น การเปิดร้านขายสินค้ากลางคืน แต่วิถีของคนไม่ได้เป็นแบบนั้น เรามองว่ามันคงจะเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในอีกไม่ช้านี้้ ท้ายสุดอาจไม่เหลือเสน่ห์ตามที่เชียงคานเคยมีอยู่ก็ได้นะคะ อย่างไรอยากฝาก หากเป็นไปได้ อยากให้เชียงคาน ยังเป็นเมืองที่มีมนต์ขลังน่าสนใจให้คนต่างถิ่นแวะเวียนเยี่ยมชมเพราะเสน่ห์ หลงใหลใคร่อยากไปเยือนอีกต่อไป

ฝากด้วยนะคะ ทางผู้ดูแล

จากนู๋นิด (เพิ่งเดินทางกลับจากเชียงคาน)
เห็นด้วยอย่างแรงเลย เอารถจักยานไปจอดแถวบ้านยายศรีพรรณแป็ปเดียวมันหายไปเฉยๆกรรมแท้ ต้องรอดึกถึงจะโผ่มา ตอนเช้าตักบารตโหมากันเป็น10ๆล้อมหน้าล้อมหลังพระ ถ่ายกันจังตูจะตักบารตเงียบๆไม่ได้หรือไงเนียยถ่ายไรนักหนา เหมือนคนไม่เคยเห็นจริงละ...เซ็งเป็ดเลย
ผมขอเสริมเรื่องใส่บาตรหน่อย พอดีไปใส่วันที่ 1 กะว่าจะได้เห็นการใส่บาตรข้าวเหนียวว่าเป็นอย่างไร ผมกลับเห็นใส่บาตรอาหารแห้ง ที่สำคัญการเอารถมาขนของที่เกินบาตรของพระเล่นเทใส่ท้ายรถกะบะอย่างกับอาหารหมู เทรวมทุกอย่างลงกะบะ แถมกะบะไม่ได้รองอะไรไว้เลย ข้าวเหนียวที่ใส่ไม่ต้องพูดถึงทานไม่ได้แน่นอนส่วนของอื่นก็นึกสภาพเอาเองแล้วกันครับ ผมถึงกับอึงกิมกี่เพราะอุตส่าห์อยากเห็นวัฒนธรรมที่เป็นชาวพุทธแบบดั้งเดิม อย่างภาคกลางข้าวสวยร้อนๆ แกง ขนม ดอกไม้ที่เดี๋ยวนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว นอกจากซื้อเป็นชุดสำเร็จข้างถนน พระก็ไม่เดินบิณฑบาตนั่งเก้าอี้รอรับ นับปัจจัยอย่างกับเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ผมเหมือนเห็นภาพเหล่านั้นที่นี้เหมือนคราวที่ผ่านมาเล่นทำเอาเพื่อนร่วมก๊วนยืนยันจะไม่มาที่นี้อีกด้วยไม่เจอเสน่ห์ที่ได้ยินมา
วิสัยทัศน์การเที่ยวเมืองเชียงเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม
เมื่อก่อนตอนเล็กๆได้ข้าวเหนียวหนึ่งกระติ๊บไปรอใส่บาตรกับยายตอนเช้า
ยิ่งช่วงปิดเทอม เณรน้อยเยอะมาก
แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปมากจริงๆ
เห็นน้องโทรมาเล่าให้ฟังว่าเสาร์-อาทิตย์คนเยอะมาก
สงสัยกลับบ้านคราวนี้ต้องไปหายายดู
คนที่ไปเที่ยวก็ทำตามวัฒนธรรมของเชียงคานเถอะ อะไรที่ไม่รู้ก็ถาม
อย่าไปทำลายอย่าเอาความมักง่ายไปทิ้งไว้ที่นั่น
คนที่ไปเที่ยวมาแล้วก็ช่วยบอกให้คนอื่นได้เข้าใจถึงวัฒนธรรมบ้างเช่น ตักบาตรคนเชียงคานจะใส่เฉพาะข้าวเหนียวเท่านั้น แล้วคนเชียงคานก็จะรีบเข้านอน ไม่นอนดึก
ไม่ใช้เอาแต่ถ่ายรูปกะป้ายกะวิวสวยๆ แล้วก็บอกว่าน่าไปเที่ยว
ต่อไปเชียงคานคงเป็นเหมือนที่อื่นๆ
ปัญหานี่ไม่รู้จะแก้อย่างไรเหมือนกันครับ
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรม ต่างๆกำลังประสบปัญหานี่หมด
เรืองธุรกิจจะต้องมาเกี่ยวข้อง ซึ่งไม่รู้จะห้ามอย่างไร หยุดอย่างไร
ลองช่วยกันคิดหน่อยครับ
ผมก็เห็นด้วยนะครับ สิ่งนี้ก็ทั้งคนเชียงคานและผู้มาเยือนก็ต้องช่วยกันล่ะครับ ผมก็คนเชียงคานแต่ก็นานๆจะกลับบ้านครั้งหนึ่ง
รู้สึกว่าก็แปลกๆไปบ้าง " วิสัยทัศน์การเที่ยวเมืองเชียงคานเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม"(ขอยืมมาใช้นะครับอิอิ) แต่ก็มีบ้างอย่างที่กลับตรงกันข้ามกับ คำว่า เชิงอนุรักษ์ โดยสิ้นเชิง
ต้องเข้าใจคับว่าเมืองเชียงคานได้ ดังไปแล้ว และก้อเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย ย่อมเกิดการแข่งขันขึ้นมามากครับ มันไม่ได้เกิดขึ้นจากนักท่องเที่ยวด้วยคับ มันขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการและคนเชียงคานเองว่าจะแข็มแข่งขนาดไหน และทางเมืองเชียงคานเองต้องเร่งปฏิรูปเมืองแล้ว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปพักในช่วงฤดูหนาวนี้
เห็นด้วยครับกับความเห็นของเจ้าของประเด็น หรือกระทู้นี้ครับ
เพียงแต่อยากจะเชิญชวนกันหาทางแก้ไข หรือ ปกป้องการท่องเที่ยวที่เชิงสร้างสรรค์ เพื่อความยั่งยืนของเชียงคาน
และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และเชิงวัฒนธรรมไทย(ที่เหลือน้อยเต็มที) ผมขอเสนออย่างนี้ได้มั๊ยครับ
๑.ผู้บริหารท้องถิ่นจัดให้มีการให้ความรู้แก่ชุมชน ให้เห็นความต่างระหว่างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กับการท่องเที่ยว
แบบมาไวไปไว ที่ทำให้เชียงคานเหลือแต่ซาก แต่ขาดวิญาณขาดชีวิต
๒.เมื่อคนเชียงคานตระหนักถึงอนาคตที่ถูกครรลองครองธรรมแล้วจากผลของข้อ ๑.ก็จะเกิดแนวคิด วิธีคิด ปกป้อง
เชียงคานได้เองในที่สุด ซึ่งผมหรือใครไม่ต้องไปชี้นำ เพราะชุมชนจะมีส่วนเรียนรู้การพัฒนาการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง
๓.อย่าไปร้องขอใครให้มาช่วยไม่ว่ารัฐบาล สส. ผู้ว่าฯ หรือนายกเทศมนตรีฯ ทั้งๆที่นายกฯท่านนี้เป็นผู้ที่ค่อนข้างเข้าใจ
หรือมีพื้นฐานทางแนวคิดที่ดีอยู่แล้ว แต่ก็มีข้อจำกัดทางการเมือง ฉะนั้นคนเชียงคานต้องช่วยตัวเองก่อน แล้วค่อยให้
นักการเมืองทุกระดับจะเป็นเครื่องมือ หรือกองหนุนที่มีพลัง(งบประมาณ คน เครื่องมือ)มาให้คนเชียงคานเองในที่สุด

ด้วยความห่วงใย และรักเมืองเชียงคานครับ

Reply to Discussion

RSS

รวมมิตรของเชียงคาน

ที่พักแนะนำ

instagram update

© 2012   Created by pitakchai.

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service