สเกล (scale) โหมด (mode) และคอร์ด (chords) สำหรับผู้เริ่มต้น (ตอนที่ 3 ตอนจบ)


คอร์ด (Chord)

- ตอนที่ 3 นี้น่าจะถือได้ว่าเป็นไคล์แมกซ์ของนิยายเรื่องนี้ทีเดียว

- ทั้งหมดนี้มันต่อเนื่องกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอ่านตั้งแต่ตอนที่ 1 นะครับ ผมพยายามเขียนแต่ละตอนสั้นๆ อยู่แล้ว เพื่อให้อ่านได้ง่ายๆ

- ตั้งแต่ตอนที่ 2 มาแล้วที่ผมพูดเน้นเฉพาะ Major scale และ Natural minor ( หรือเรียกว่าสั้นๆ minor ) คงจำได้ว่ามันยังมีอีก 2 scale หลักนะครับ

Views: 512

Replies to This Discussion


เพลงปกติแล้วจะใช้ 1 scale โดยที่ 1 scale มีให้เลือกใช้ 7 mode แล้ว “แต่ละ mode จะตีความไปเป็น 1 chord” ตามกติกาต่อไปนี้

1. Chord ประกอบด้วยตัวที่ 1 3 และ 5 ของ mode นั้นๆ (ขอย้ำว่าของ mode นะครับ ไม่ใช่ของ scale)

2. ปกติตัวที่ 5 จะห่างจากตัวที่ 1 อยู่ 3 เสียงครึ่ง (ยกเว้น mode ที่ 7 จะน้อยกว่าปกติครึ่งเสียงจึงเขียนเป็น dim)

3. ตัวที่ 3 ถ้าอยู่ห่างจากตัวที่ 1 อยู่ 2 เสียงเต็ม จะได้ chord ที่เป็น Major chord แต่ถ้าห่างอยู่ 1 เสียงครึ่ง จะได้เป็น minor chord ดังนั้นเราจะได้ “Major chord จาก mode ที่ 1 4 และ 5” (chord ที่เป็น Major ไม่ต้องเขียน Maj ใส่) ส่วน Mode ที่เหลือจะได้เป็น “minor chord จาก mode ที่ 2m 4m และ 6m” (ดูรูปประกอบ)

การบวก Tension เพื่อสร้างแรงดึงใน chord เป็น option “จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้” เรามีตัวเลือกที่เหลือ คือบวกด้วยตัวที่ 2 4 6 หรือ 7 ของ Mode (ย้ำอีกละว่าของ mode) เรามีกติกาดังนี้

1. ถ้าตัวที่ 7 อยู่ห่างจากตัวที่ 8 อยู่ครึ่งเสียง เราเรียกว่า Major 7 เขียนว่า “Maj7”

2. แต่ถ้าตัวที่ 7 อยู่ห่างจากตัวที่ 8 อยู่ 1 เสียงเต็ม เราเรียกว่า dominant 7 เขียนว่า “7” เฉยๆ ดังนั้นเราจะมี Maj7 จาก mode 1 และ 4 เท่านั้น นอกนั้นเป็น dominant 7 ทั้งหมด (ดูรูปประกอบ)

การบวกตัวที่ 2 4 และ 6 ผมเห็นว่าจะยากเกินไปที่จะเขียนตรงนี้นะครับ



การใช้งานจะง่ายขึ้นมาก ถ้าเราใช้ภาพ circle of fifths (cof) มาช่วย

ดูรูปซ้ายมือก่อนนะครับ

- เริ่มจากให้เลข 1 อยู่ตรงกับ C

- แล้วจะเห็นว่า "2 อยู่ล่างซ้าย" และ "3 อยู่ล่างขวา"

- แล้ว "4 อยู่บนซ้าย" และ "5 อยู่บนขวา"

- "6 อยู่ใต้ 1" พยายามจำให้ได้ทั้ง 6 ตัวแหน่ง (ตัวที่ 7 ผมเขียนไว้อย่างนั้นแหละ ไม่ค่อยได้ใช้หรอก)

คราวนี้ก็ง่ายแล้วเพราะ 1 4 5 เป็น Major chord พร้อมทั้ง 1 และ 4 อาจจะเป็น Maj7 ดังนั้น จะได้ว่า C(Maj7) F(Maj7) ส่วน G(7) (ที่ใส่วงเล็บไว้คือ option)

ที่เหลือ (2 3 6) จะเป็น minor ดังนั้น Dm(7) Em7 และ Am(7)

ลองคิดเล่นว่า ถ้า scale F Major (หรือ Dm) จะมี chord อะไรบ้าง (ย้ายเลข 1 ไปไว้ที่ F)
คำตอบคือ F(Maj7) Bb(Maj7) C(7) ส่วน minor ก็จะมี Gm(7) Am(7) Dm(7)

(อย่าลืม Major mode มี 1 4 5 ที่เหลือ 2 4 6 เป็น minor ถ้าจะบวก 7 ก็มีแค่ 1 และ 4 ที่เป็น Maj7)

[อ่านดีๆ นะครับ ตรงนี้สำคัญมากๆ]

- ไม่ว่าเราจะคิดหรือไม่คิดเรื่อง mode ยังไงก็ตาม mode มันก็คุม (หรือเป็นต้นกำเนิด) chord อยู่เสมอ

- คอร์ดเดียวกัน แต่อยู่คนละ scale อาจจะจับเหมือนกันทุกประการ แต่เวลาเล่นโน้ตใน chord นั้นๆ ก็ยังต้องว่าตาม mode อยู่ดี

- ยกตัวอย่างเช่น ใน scale C Major ก็มี Am(7) และใน scale F Major ก็มี Am(7) ถ้าเล่นแค่ chord ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง แต่ถ้าจะ solo สำหรับ Am(7) ของ C นั้นก็ว่ากันตาม Mode ที่ 6 (Aeolian) แต่ Am(7) ของ F นั้นจะว่ากันด้วย Mode ที่ 3 (Phrygian) ลองดู signature ซิครับ คนละเรื่องกันเลย


สรุป [สำหรับ Major scale และ Natural minor scale เท่านั้น]

1. ถ้าอยากรู้แค่ chord เรื่อง mode ไม่จำเป็นก็ได้ ใครๆ ก็รู้
[chord 1 4 5 เป็น Major (1 4 อาจจะเป็น Maj7 ส่วน 5 อาจจะเป็น dominant 7) ที่เหลือ 2 4 6 เป็น minor (7)]

2. บางคนก็ยังบอกอีกแหละว่า mode ไม่มีประโยชน์ [ส่วนตัวแล้ว] ผมว่า "ใช่และไม่ใช่"

- ที่บอกว่าไม่มีประโยชน์ เพราะว่ายังไงก็ต้องเล่นโน้ตใน scale หนีไปไหนไม่ได้ มีโน้ตแค่ 7 ตัวเท่านั้น จำ scale ให้ได้ก็จบ (เช่น scale G Major ก็เช่นไปซิ G A B C D E F# G แค่นั้นเอง) พวกเล่นเครื่องเป่า เรื่อง mode แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะเมื่อไรเป่า C ไม่ว่าจะเล่น scale ไหน ถ้าเป่า C ตัวเดิม ก็จับแบบเดิม

- ที่บอกว่ามีประโยชน์(มาก) ก็พวกที่ต้องเล่น chord และ melody ใน chord นั้นๆ เช่น chord major ถ้าผมวางนิ้วชี้ไว้ที่ตัว root (ตัวที่ 1) ตัวที่ 1 3 5 จะเจอนิ้วรูปแบบเดียวกันหมด (1 ตรงกับ 1 ทุก chord ส่วน 2 ก็ตรงกับ 2 ทุก chord ...)
- คราวนี้ถ้าผมรู้ว่าเป็น Major Ionion ผมก็เล่น Major scale ธรรมดา
- ถ้าเป็น Major Lydian ผมก็ (เล่นแบบ Major scale) เปลี่ยนตัวที่ 4 เพิ่มครึ่งเสียง
- ถ้าเป็น Major Mixolydian ผมก็ (เล่นแบบ Major scale) เปลี่ยนตัวที่ 7 ลดครึ่งเสียง
[สรุป ถ้า root ตรงกัน ตัวที่ 1 3 5 เหมือนกัน แต่ mode จะช่วยพาไปหาตัวที่ 2 4 6 7]

- พวกทาง minor ก็มีหลักการคิดเหมือนกันทุกประการ คือ ถ้าวาง root ที่นิ้วเดิมทุกครั้ง ตัวที่ 1 3 5 ของ chord ก็จะพบว่าอยู่ที่เดียวกัน แต่ mode ช่วยให้หาโน้ตที่เหลือ



เพื่อเป็นตัวอย่างเพิ่มเติมนะครับ พูดให้ครบทุก key และทุก chord คงไม่ไหว

- ลองดูรูปข้างบนครับ ใน Key F จะได้ Am(7) อยู่ในตำแหน่งเลข 3 ถ้ากำลังเล่น chord Am(7) จะต้องเล่น solo A แบบ mode 3 (Phrygian)

- แต่ถ้าเพลงเป็น Key C จะได้ Am(7) อยู่ในตำแหน่งเลข 6 ถ้ากำลังเล่น Am(7) ก็ต้องเล่น solo A แบบ mode 6 (Aeolian)

- ถ้าเพลงเป็น Key G จะได้ Am(7) อยู่ในตำแหน่งเลข 2 ถ้ากำลังเล่น Am(7) ก็ต้อง solo A แบบ mode 2 (Dorian)

- ลองนั่งเขียนดู เช่น ใน Key D มี chord อะไรบ้าง แล้วแต่ละ chord อยู่ mode ไหน มันมีตั้ง 12 key


------------------ END -----------------


* ขอบคุณท่าน RST แห่ง www.guitarthai.com ที่ให้ข้อมูลและเนื้อหาทั้งหมด

RSS

รวมมิตรของเชียงคาน

ที่พักแนะนำ

instagram update

© 2012   Created by pitakchai.

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service