อำเภอเชียงคาน" ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ที่ขณะนี้กำลัง "บูม"
ทางด้านการท่องเที่ยวอย่างมากมาย
เพราะเชียงคาน มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม ใกล้เคียงกับอำเภอปาย
จ.แม่ฮ่องสอน
ที่เดี๋ยวนี้ถูกระบบทุนนิยมเข้าไปทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมจนหมดสิ้น
แม้กระทั่งอาหารการกินภายในอำเภอปายเอง
ยังขาดแคลนถึงขั้นต้องสั่งซื้อผักผลไม้จาก จ.เชียงใหม่
คนที่ชื่นชอบธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิมจึงกลัวนักหนาว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นปายที่เชียงคาน
เพราะเวลานี้ทั้งคนทั่วไปทั้งนักท่องเที่ยวกำลังแห่แหนมุ่งหน้าเดินทางเข้าไปถล่มอำเภอเชียงคานกัน!!
อำเภอ เชียงคาน มีประวัติความเป็นมายาวนาน
ตั้งแต่เป็นเมืองหน้าด่านของเมืองเวียงจันทน์ สปป.ลาว
มาจนถึงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ราวปี พ.ศ.2320
ได้อพยพชาวบ้านจากเวียงจันทน์มาอยู่ที่เมืองปากเหือง พอมาถึงสมัยรัชกาลที่
5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้อพยพผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาอยู่ในเขตไทย ต่อมาเกิดสงคราม
กระทั่งปี พ.ศ.2484 ผู้คนได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองเชียงคานในปัจจุบัน
เชียงคาน เปรียบเสมือน "น้องใหม่" ที่กำลังเติบโตในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งในปี 2518
เชียงคานเป็นสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติศูนย์บ้านวินัยหรือบ้านแม้ว
ต.ปากชม สัญชาติฝรั่งเศสและญี่ปุ่นเดินทางมาพักผ่อน
แต่เมื่อศูนย์ บ้านวินัยปิดตัวลง ชาวต่างชาติที่เคยมาก็หายไป
ปัจจุบันเมืองเชียงคานกำลังพัฒนา
ขณะเดียวกันระบบทุนนิยมที่มากับการพัฒนาก็เริ่มเข้ามาครอบงำเป็นเงาตามตัว
เพื่อ ให้เชียงคานห่างไกลจากสภาพของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
จึงนำสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงคาน
เพื่อจะได้ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งดีงามไว้
ภายในตัวอำเภอมีถนนเลาะเลียบ ไปตามริมแม่น้ำโขง เรียกว่า "ถนนชายโขง" ระยะทาง 2 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่
วัดท่าครก ใกล้ๆ โรงเรียนสวนสุขภาพ ยาวไปทางทิศตะวันตกถึง วัดศรีคุณเมือง
เป็นถนนที่เงียบสงบ เช้าๆ
จะเห็นผู้สูงอายุออกมาตักบาตรข้าวเหนียวเรียงรายไปตามถนน-ถนนชายโขง
เป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอเชียงคาน ถูกมองว่าจะเป็นแหล่ง "ขุดทอง"
แห่งใหม่ของพ่อค้าแม่ค้าต่างถิ่น
ชาวบ้านแถบถนนชายโขงยังคงประกอบ อาชีพเกษตรกรปลูกข้าว ปลูกผัก และค้าขายกับฝั่งลาว
สภาพบ้านเรือนบริเวณนี้หนาแน่นกว่าถนนสายอื่น ส่วนมากเป็นบ้านไม้สมัยเก่า
แต่ก็มีบางส่วนเป็นตึกแถวสร้างใหม่ ซึ่งทางเทศบาลไม่อนุญาตให้ปลูกสร้าง
จึงอยู่ระหว่างการทำความตกลงกัน
เพราะทางเทศบาลต้องการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมบริเวณถนนสายนี้ให้เป็นบ้านไม้
ทั้งหมด เป็นการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงคาน
ดังนั้น เมื่อเดินทางเข้าไปในย่านนี้จึงเป็นเสน่ห์ของเชียงคานที่ให้บรรยากาศแบบสมัย
ก่อน นักท่องเที่ยวนิยมขี่จักรยานเลียบริมโขง
ก็ได้ยินเสียงเพลงลาวดังมาแว่วๆ เป็นความสุข สงบ ชนิดหาที่ไหนได้ยากมาก
" ป้าก้อย-อุไรรัตน์ มั่งมีศรี" เจ้าของร้านเฮือนคำแว่น เป็นร้านนวดแผนไทย
ตั้งอยู่ถนนชายโขง เล่าว่า แต่ก่อนสักห้าสิบปีมาแล้ว เธอเองค้าขายกับลาว
สมัยก่อนคนฝั่งลาวแจวเรือมาซื้อข้าวของจากแถบนี้
มีคนไทยเดินทางไปฝั่งลาวเหมือนกัน แต่ก็ไม่เอิกเกริกอะไรนัก
ไม่ต้องมีใบผ่านแดนอะไรทั้งสิ้น ผิดกับเดี๋ยวนี้
อาจเป็นเพราะจำนวนคนมากขึ้น
บ้านเรือนบนถนนชายโขงก็เป็นแบบเดิมๆ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ป้าเห็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดเพราะเขารักษาไว้ ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลง
แล้วชาวบ้านแถวนี้ก็ปลูกข้าว จะเห็นยุ้งข้าวอยู่ข้างๆ บ้าน
คนแถวนี้มีทั้งคนเชียงคานดั้งเดิม คนเวียดนาม คนจีน
เขามาอยู่ตั้งแต่สมัยเหมา เจ๋อ ตุง แล้ว
หนีมาเข้ามาทางลาวแล้วก็ต่อมาในไทย"
สิ่งที่ป้าก้อยต้องการก็คือการรักษาวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของชาวเชียงคานไว้ อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ดีแล้ว
สำหรับ แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนถนนชายโขง คือ วัดมหาธาตุ วัดศรีคุณเมือง และ วัดท่าครก ซึ่งวัดทั้งสามแห่งนี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 200 ปี
ป้าบอกว่า แต่ก่อนคนญี่ปุ่น คนฝรั่งเศสมาเที่ยวที่นี่มาก
แต่เดี๋ยวนี้คนไทยมาเที่ยวมากกว่า เพราะความเงียบสงบ
และผู้คนชาวบ้านมีน้ำใจ มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
"อยากให้วัฒนธรรมประเพณีแบบนี้อยู่นานๆ ไม่อยากให้เอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา" เสียงป้าก้อยร้องบอก
ขณะ ที่ กมล คงปิ่น นายกเทศมนตรีอำเภอเชียงคาน
เล่าถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงคานก็คือ
ชาวบ้านเกือบทุกหลังจะลุกขึ้นมาตักบาตรข้าวเหนียวแต่เช้าตรู่
"อันนี้ มีมานานแล้ว ไม่ใช่เฉพาะที่หลวงพระบาง ประเทศลาว
เพราะพระท่านฉันข้าวเหนียว มีคนเคยถามว่าใส่แต่ข้าวเหนียวแล้วพระจะฉันอะไร
พระท่านมีอาหารฉันแน่นอน เพราะชาวบ้านบางส่วนเขานำกับข้าวไปถวายที่วัด
แล้วการแต่งตัวไปวัดจะคล้ายๆ กับที่หลวงพระบาง ผู้หญิงนุ่งซิ่นพาดสไบ
ผู้ชายที่ขาก็มีลายสักดำเต็มไปหมด เป็นวัฒนธรรมของเรา"
นายกเทศมนตรีแสดงถึงความกังวลว่าสิ่งดีๆ เหล่านี้จะหายไป
" เราได้ขอความร่วมมือคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพระ ครูบาอาจารย์ ผู้เฒ่าผู้แก่
ให้ทำแบบอย่างให้ลูกหลานเห็น ว่าปู่ย่าตายายในอดีตมีวัฒนธรรมอย่างนี้นะ
หรืออย่างเรื่องของการรักษาเวลาใครเจ็บป่วย
ไปหาหมอไม่หายก็จะมีพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ พิธีกรรมมีอะไรก็จะบอกไว้
มาทำพิธีให้เห็น อย่างในช่วงเทศกาลออกพรรษา
จะมีพิธีสะเดาะเคราะห์ผาสัตว์ผึ้งลอยน้ำ
จะให้นักเรียนในโรงเรียนทำผาสัตว์ผึ้งลอยน้ำมา หรือให้โรงเรียนทำขาย
เป็นการถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นหลัง ซึ่งแบบนี้เราต้องช่วยกันอนุรักษ์ไว้
หากไม่ช่วยกันความเป็นเชียงคานก็จะหายไป
กลายเป็นอย่างปายที่เวลานี้เลอะเทอะหมดแล้ว"
อันที่จริง "การท่องเที่ยว" ก็คือดาบสองคม
สำคัญที่ว่านักท่องเที่ยวเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีหรือไม่
หากนักท่องเที่ยว-เที่ยวแบบไม่รู้ไม่เข้าใจพื้นที่ ไม่รู้จักผู้คน ของแถบ
ถิ่น นั้นๆ เรียกร้องแต่สิ่งที่ตัวเองต้องการคือ ความสะดวกสบายต่างๆ
สถานที่แห่งนั้นคงไม่เหลืออะไรให้เป็นเสน่ห์
ขณะที่คนในท้องถิ่นเองหากไม่ร่วมมือกันรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิม มุ่งแต่กอบโกยผลประโยชน์ ค่าที่ได้ออกมาก็คงไม่ต่างกัน
คือหมดเสน่ห์ หมดความสวยงาม ที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดอีกต่อไป










