Thai Chiangkhan

เชียงคาน ... มาใช้ชีวิต กิน อยู่ ชื่นชมวัฒนธรรม อย่าง..ไทเชียงคาน....

pitakchai

ยลเสน่ห์"เชียงคาน" สัมผัสถิ่นอีสานคลาสสิค

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 กุมภาพันธ์ 2551

“สายนที รินหลั่งจากฟ้า แบ่งพสุธาเป็นซ้ายและขวาสองฝั่ง หากน้ำกั้นขวางก็บ่สำคัญ แต่ความสัมพันธ์ของเฮามั่นคงเรื่อยไป
       
       ถึงไกลกัน คนละฝั่งของ ต่างหมายปรองดองมุ่งหวังทั้งสองจนได้ ด้วยความใฝ่ฝันมั่นสุดหัวใจ ฝากฝังทรวงในเหมือนใจเดียวกัน...
       
       ท่อนแรกของเพลงสองฝั่งโขง(สองฝั่งของ) โดย จำปา(สุลิวัต) ลัดตะนะสะหวัน

 1...
       
       ทุกครั้งที่“ผู้จัดการท่องเที่ยว”มายืน ณ ริมฝั่งโขงไทย-ลาวคราวใด หัวใจมันอดสะสกสะท้อนไม่ได้
       
       พวกเรา(คนในอินโดจีน) อยู่ด้วยกันมาดีๆฉันท์เพื่อนพ้องน้องพี่ ฉันท์คนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่จู่ๆผู้รุกรานคนนอกที่อวดอ้างตัวเองว่าศิวิไลซ์ อย่างอังกฤษ-ฝรั่งเศสกลับมาใช้อำนาจบาตรใหญ่ ยึดครองและแบ่งแยกอินโดจีนออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นซ้ายเป็นขวา โดยเฉพาะการแบ่งแม่น้ำโขงออกเป็นฝั่งลาว-ซ้าย ฝั่งไทย-ขวา ที่สร้างความปวดร้าวให้กับคนริมฝั่งโขงที่เคยไปมาหาสู่กันเป็นอย่างยิ่ง
       
       “แต่ก่อนเราเคยพายเรือไปมาหาสู่ ข้ามไปข้ามมาเป็นประจำ คนฝั่งโน้น(ฝั่งลาว)เขาจะมาซื้อผักผลไม้ที่นี่ ส่วนคนฝั่งนี้(ฝั่งไทย)ก็จะไปซื้อปลา ซื้อของป่าจากเขา ไม่มีการแบ่งเป็นลาวเป็นไทยมีแต่เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่เดี๋ยวนี้เวลาจะข้ามแดนทีต้องไปข้ามตรงด่านข้ามแดนโน่น”


 แม้จะเพิ่งพบกันครั้งแรกแต่ลุงอุดม ชาวเชียงคานโดยกำเนิดผู้เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและไมตรี ที่นำแพะ 3 ตัว ขาว-ดำ-น้ำตาล ออกมาและเล็มหญ้ายามสาย ก็ไม่ขัดข้องที่จะเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายเท่าที่เล่าได้ ให้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว”ฟัง ณ ริมโขง เมืองเชียงคาน ที่มีทางเดินตัวหนอนทอดยาวคู่ไปกับริมน้ำ
       
       สำหรับเมืองเชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย แล้ว นี่คือหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้รุกรานอย่างฝรั่งเศสที่ใช้สายน้ำโขงแบ่งแยกผู้คนริม 2 ฝั่งน้ำเป็นฝัก-เป็นฝ่าย เป็นไทย-เป็นลาว รวมถึงยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเมือง “เชียงคานเดิม-เชียงคานใหม่” ขึ้น ซึ่งตามประวัติคร่าวๆของเมืองนี้ระบุไว้ว่า

 ...เมืองเชียงคานเดิม ตั้งอยู่บนผาฮดทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.1400 โดยขุนคาน โอรสของขุนคัวกษัตริย์แห่งล้านช้าง ถือเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญริมน้ำโขงที่อยู่ภายใต้การปกครองของสยามมาช้านาน
       
       จนกระทั่งในยุคล่าอาณานิยม สมัยรัชกาลที่ 5 ร.ศ. 112(พ.ศ. 2436) ฝรั่งเศสได้รุกรานอินโดจีนอย่างหนัก จนทำให้สยามต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายทั้งหมดของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสไป รวมไปถึงเมืองเชียงคาน(เดิม)ด้วย (หลังจากนั้นฝรั่งเศสได้เปลี่ยนชื่อเมืองเชียงคานเดิมเป็น "เมืองสานะคาม" ปัจจุบันอยู่ในแขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว)
       
       แต่ดูเหมือนว่าชาวเชียงคานเดิมส่วนใหญ่จะไม่ยินยอมพร้อมใจ ไม่ทนต่อการปกครองของฝรั่งเศส พวกเขาจึงพากันอพยพมาตั้งถิ่นฐานสร้างเมืองใหม่ขึ้นทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง(เยื้องๆกับเชียงคานเดิมไปทางขวาเล็กน้อย) เกิดเป็นเมืองเชียงคานใหม่หรือเชียงคานในปัจจุบันนั่นเอง...

 มาวันนี้อดีตของเชียงคานใหม่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความรุ่งเรืองร่วงโรย เดินทางเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวเล็กๆอันสงบงามริมฝั่งโขง ซึ่งอาจไม่เป็นที่ถูกใจเท่าใดนัก สำหรับผู้นิยมแสงสี-โลกีย์-ความเจริญทางวัตถุ-สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการจัดฉากเพื่อการท่องเที่ยวแบบเรียลลิตี้โชว์จอมปลอม
       
       แต่เชียงคานกลับมีวิถีจริงแท้ของความเรียบง่ายสงบงาม อันเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและน้ำมิตร ให้ผู้คนที่ถวิลหาในบรรยากาศแบบนี้เดินทางไปสัมผัส เพราะยิ่งพลวัตแห่งเทคโนโลยีและความเจริญทางด้านวัตถุขับเคลื่อนหมุนเร็วเท่าใด ก็ยิ่งดูเหมือนว่าจะมีผู้คนเดินหนีจากโลกเทคโนโลยีทีรุมเร้าเข้าสู่ธรรมชาติ ความปลีกวิเวก และความสงบในจิตใจมากขึ้น
       
       ซึ่งสำหรับ“ผู้จัดการท่องเที่ยว”แล้ว ดินแดนแห่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งคนใน(คนในพื้นที่ชาวเชียงคาน) และคนนอก(นักท่องเที่ยว,นายทุนต่างถิ่นที่ไปทำกินที่เชียงคาน) จะต้องช่วยกันดูแลรักษา เก็บบรรยากาศอันเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์เหล่านี้ไว้ไม่ให้เชียงคาน"เละเทะ"  เหมือนเมืองท่องเที่ยวหลายๆเมืองในบ้านเราที่มีจุดกำเนิดคล้ายๆเชียงคาน เพื่อให้เชียงคานเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆอันสงบงามที่เต็มแน่นไปด้วยรากทางวิถีชีวิตวัฒนธรรม และเป็นเมืองท่องเที่ยวอันยั่งยืนไว้ตราบนานเท่านาน

 2...
       
       ปลายเดือนเดือน ก.พ. 51 ที่กรุงเทพฯไม่สามารถระบุฤดูกาลได้ชัดเจน เพราะบางวันหนาวเย็น บางวันฝนตก บางวันร้อนระยับ ผิดกลับที่เชียงคานที่เราพาตัวและหัวใจมายืนอยู่นั้น ช่วงปลายหนาวเช่นนี้อากาศยังคงเย็นสบาย และหนาวเล็กน้อยถึงปานกลางในพื้นที่ริมฝั่งโขง
       
       แน่นอนว่าเมื่อมาเที่ยวชมเสน่ห์เชียงคาน สิ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือการไปสัมผัสกับบรรยากาศริมฝั่งโขงที่เป็นจุดท่องเที่ยวเด่นๆในอำเภอนี้ ซึ่งมีอยู่ 2 จุดหลักๆด้วยกันที่คนนิยมไปเที่ยวไปพักกันนั่นก็คือ บริเวณ(บ้าน)เชียงคานและบริเวณแก่งคุดคู้ที่ต่างก็อยู่ริมน้ำโขงด้วยกันทั้งคู่ ที่แม้ว่าต่างอยู่ริมโขง แต่ว่าทั้ง 2 แห่งต่างก็มีรายละเอียดของเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป
       
       สำหรับที่บ้านเชียงคานนั้น เพื่อความเป็นสิริมงคล “ผู้จัดการท่องเที่ยว”ขอเริ่มที่“วัดศรีคุณเมือง” อันเป็นวัดเก่าแก่สำคัญในย่านนี้
       
       วัดศรีคุณเมือง ตั้งอยู่ที่ ซอย 7 ถนนชายโขง สร้างราว พ.ศ. 2485 ภายในวัดน่ายลไปด้วยศิลปะผสมทั้งแบบล้านนาและล้านช้าง มีองค์พระธาตุสีเหลืองตั้งเด่นหราอยู่กลางวัด ด้านข้างเป็นที่ตั้งของโบสถ์หลังงาม มีหลังคาลดหลั่นตามแบบศิลปะล้านนา มีศิลปะวัตถุสำคัญมากมายหลายชิ้นอยู่ภายใน

 ออกจากวัดศรีคุณเมืองแล้วก็อย่าเพิ่งไปไหน เพราะบนถนนชายโขงนั้นเป็นที่ตั้งของชุมชนริมโขงหนึ่งในเอกลักษณ์สุดคลาสสิคแห่งเชียงคาน ที่วันนี้บ้านเรือนหลายหลังแปรสภาพเป็น โรงแรม เกสต์เฮาส์ และที่พักราคาเยา ทำให้ฝรั่งหลายๆคนเลือกมาพักนอนตามเกสต์เฮาส์ริมโขงกันเป็นเดือนๆ
       
       “มีฝรั่ง 2-3 คน เขามาเที่ยวเชียงคานทุกปี แรกๆเขาก็คุยกันเป็นภาษาของเขา แต่เดี๋ยวนี้เขาคุนกันเป็นภาษาไทยแล้ว บางคนเว้าลาวเฉยเลย”ลุงอุดมเล่าให้ฟัง ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อรับกับสถานะใหม่ทางการท่องเที่ยวของเชียงคาน
       
       ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของบ้านเรือนที่นี่ในสายตาของ “ผู้จัดการท่องเที่ยว”ก็คือมันไม่มีด้านหลัง เพราะด้านหนึ่งหันออกประชิดริมฝั่งน้ำโขง(อันที่จริงด้านนี้คือด้านหลัง) ส่วนอีกด้านหนึ่งติดกับถนนชายโขงที่พาดผ่าน เลยทำให้เรารู้สึกว่าบ้านเรือนแถวนี้มีแต่ด้านหน้า(2 ด้าน)ไปโดยปริยาย
       
       แถมทั้ง 2 ด้าน 2 ฝั่งยังน่ายลแตกต่างกันออกไป โดยด้านริมฝั่งโขงมองไปเห็นทิวทัศน์ขุนเขาฝั่งลาวและวิถีชีวิตในลุ่มน้ำซึ่งยามเย็นตะวันลับฟ้าที่นี่สวยงามไม่เบา
       
       ด้านฟากฝั่งด้านถนนชายโขงนั้นก็ จะเห็นบ้านเรือนไม้ประตูบานเฟี้ยม 2 ชั้นหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า“เรือนแรม”สร้างติดๆกันอยู่เป็นจำนวนมาก แซมด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป และสลับด้วยบ้านเรือนที่สร้างขึ้นใหม่ตามยุคสมัยที่ ณ วันนี้ยังไม่มีทัศนอุจาดปรากฏให้เห็นที่นี่แต่อย่างใด

ส่วนที่ดูเด่นแต่ไม่แปลกแยกก็คือสถาปัตยกรรมแบบยุโรปโดยเฉพาะอาคารหลังขาวหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า“ตึกขาว”นั้นที่ปัจจุบันคือเรือนแรมลูกไม้นั้นดูจะได้รับความสนใจจากพวกเล่นกล้องเป็นพิเศษ โดยทุกๆเช้าบนถนนชายโขงพระ-เณร จากวัดละแวกใกล้เคียงจะออกเดินบิณฑบาตให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวใส่บาตรข้าวเหนียว นับเป็นภาพที่เห็นแล้วเปี่ยมศรัทธาน่ายลไม่น้อยเลย
       
       ในขณะที่ในตลาดสดเทศบาลที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลบนถนนสรเชียงคานซอย 9 ทุกเช้าก็จะคึกคักไปด้วยบรรยากาศการซื้อขาย ร้านรวง ข้าวของกิน สภากาแฟ ฯลฯ ในสีสันของตลาดชนบทที่ล้วนต่างเป็นภาพชีวิตจริงที่ยืนยันถึงวิถีอันเรียบง่ายแต่ไม่ไร้รากของชาวเชียงคานได้เป็นอย่างดี

 3...
       
       ห่างจากเชียงคานไปนอกเมืองประมาณ 3 กม.บนเส้นทางไป อ.ปากชมออกหนองคาย เป็นที่ตั้งของ“แก่งคุดคู้” ดินแดนริมโขงอันโดดเด่นอีกจุดหนึ่งแห่ง อ.เชียงคาน
       
       แก่งคุดคู้เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ในฝั่งลาวที่ยื่นออกมาขวางกลางลำน้ำโขงในช่วงคดโค้งที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก มีเพียงช่องน้ำแคบๆใกล้ฝั่งไทยเรือแล่นผ่าน
       
       ในช่วงเดือน ก.พ.- พ.ค.ของทุกปีที่น้ำโขงลดระดับแก่งคุดคู้จะดูสวยงามมองเห็นแก่งหินชัดเจน ส่วนยามหน้าฝนน้ำโขงไหลหลากนั้น แก่งคุดคู้จะถูกสายน้ำกลืนกินหายกลายเป็นเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ ที่พิเศษก็คือพื้นที่ริมโขงฝั่งไทยนั้นจะเกิดหาดทรายน้ำจืดกว้างไกลโค้งยาวสวยงาม แซมด้วยโขดหินในบางช่วง
       
       บนหาดทรายนี้นอกจากจะลงไปเดินเล่นได้ ยังมีบริการล่องเรือชมแม่น้ำโขง รวมถึงเพิงร้านอาหารชั่วคราวที่ตั้งเฉพาะช่วงน้ำลดตั้งเรียงราย เช่นเดียวกับบนตลิ่งริมฝั่งที่เต็มไปด้วย ร้านขายของฝาก ของที่ระลึก โดยเฉพาะร้านอาหารนั้น ที่นี่มี กุ้งเต้น และปลาแม่น้ำโขงเป็นเมนูชูโรง ร่วมด้วยเมนูอีสานอย่าง ลาบ ส้มตำ ไก่ย่าง เป็นเมนูยืนพื้น โดยมีสวนหย่อมและอาคารชมวิวหลังคา 8 เหลี่ยมซ้อน 3 ชั้น ให้นักท่องเที่ยวไปยืนถ่ายรูปรับลมชมวิวกัน นอกจากนี้ที่ริมโขงฝั่งไทยยังมีที่พักริมโขงในบรรยากาศชั้นเยี่ยมให้พักอีกด้วย

สำหรับความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของแก่งคุดคู้ก็คือ ที่นี่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นชั้นดี โดยยามเช้าเราจะเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆส่องแสงโผล่พ้นออกมาจากเหลี่ยมเขาภูควายเงิน เขาลูกใหญ่ที่มีพระพุทธบาทควายเงินอยู่บนยอด
       
       ไหนๆเมื่อพูดถึงพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว “ผู้จัดการท่องเที่ยว”ก็ขอพูดถึงพระอาทิตย์ตกบ้าง เพราะห่างจากแก่งคุดคู้ไปประมาณ 2 กม. จะมียอด“ภูทอก”เป็นหนึ่งในจุดชมอาทิตย์อัสดงชั้นดี อีกทั้งยังสามารถชมวิว อ.เชียงคานได้รอบด้าน โดยฝั่งหนึ่งจะมองไปเห็นที่ราบเชียงคาน ทุ่งนา ป่าเขา ในขณะที่ฝั่งตรงข้าม วันฟ้าเปิดจะมองเห็นตัวเมืองเชียงคานฝั่งริมโขงได้เป็นอย่างดี
       
       ซึ่ง ณ วันนี้แม้สายน้ำโขงที่ไหลผ่านริมโขงเชียงคาน จะแบ่งแยกความเป็นไทย-ลาว ตามกำหนดของฝรั่งเศส แต่ผมยังเชื่ออยู่ลึกๆว่า สายน้ำโขงจะแบ่งแยกได้แต่เพียงเขตแดนเท่านั้น ส่วนสายสัมพันธ์ของคนริมโขงไทย-ลาว เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงนั้นยังคงแน่นแฟ้นผูกพันอยู่ไม่แปรเปลี่ยน

4...
       
       “...โขงสองฝั่ง กั้นกลางด้วยสายนที แต่ประเพณีนั้นบ่ต่างกัน ชาติลาวและไทยก่อนนั้นเคยได้สัมพันธ์ ร่วมสายโลหิตเดียวกัน เพียงน้ำเท่านั้นมากั้นแบ่งทาง
       
       ขอฟ้าดิน ช่วยเป็นสักขี โปรดคิดปรานีจงอย่าได้มีวันห่าง อย่าให้สัมพันธ์นั้นต้องจืดจาง ฝากฝังชีวีเหนือนทีสองฝั่งเอย”
       

       ท่อนหลังของเพลงสองฝั่งโขง
       
       *****************************************

       อ.เชียงคาน จ.เลย เป็นอำเภอเล็กๆอันสงบงามริมน้ำโขง จากตัวเมืองเลยไปตามทางหลวง 201 ราว 50 กม.
       
       ในเชียงคานมีที่พักราคาเยาให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยต้นๆไปจนถึงประมาณ 1 พันบาท สำหรับแหล่งท่องเที่ยวในเชียงคานนอกจากที่กล่าวมาในเนื้อเรื่องแล้วก็มี พระพุทธบาทภูควายเงิน พระใหญ่ภูคกงิ้ว วัดท่าแขก ผาแบ่น หมู่บ้านวัฒนธรรมไทยทรงดำบ้านป่าหนาด โดยผู้สนใจเที่ยวเชียงคานสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดเลย โทร. 0-4281-2812,0-4281-1405
       
       อ.เชียงคาน จ.เลย ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเลย 47 กิโลเมตร การเดินทางสามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 201 มุ่งตรงจากตัวเมืองเลยมายัง อ.เชียงคานได้ สอบถามรายละเอียดงานประเพณีผีขนน้ำและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในเมืองเลย ได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 5 โทร.0-4232-5406-7 หรือที่ ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดเลย โทร. 0-4281-2812

Last updated by pitakchai Aug. 20, 2009.

© 2010   Created by pitakchai.   Powered by .

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service

Sign in to chat!