Thai Chiangkhan

เชียงคาน ... มาใช้ชีวิต กิน อยู่ ชื่นชมวัฒนธรรม อย่าง..ไทเชียงคาน....

pitakchai

เสน่ห์เมืองเชียงคาน

จนถึงวินาทีนี้ ที่อยากเล่าเรื่องเชียงคานให้ฟังว่า ไปมาแล้วประทับใจแค่ไหน ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มตรงไหนดี

ใจจริง อยากเล่าตั้งแต่ตอนงัวเงียขึ้นมาในรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-เลย-เชียงคาน ตรงจุดจอด "ผานกเค้า" ทางขึ้นภูกระดึง ว่าในแสงไฟมัวๆ การได้เห็นคนคลุมผ้าห่มแทนเสื้อกันหนาว เดินมาโบกรถ เป็นภาพติดตาแค่ไหน
ถ้าไม่ติดว่าแสงน้อยจนได้ภาพเบลอแน่ๆ ขืนกดชัตเตอร์ผ่านกระจกหน้าต่างที่มัวด้วยละอองน้ำค้าง
อากาศยังหนาวเย็นอยู่มาก ในช่วงเดือนมกราคม แม้ว่าที่อื่นๆ อุณหภูมิจะปรับสูงแล้วก็ตามที



หรือว่าจะเป็นภาพแห่งความจดจำไม่ลืมเลือน ในเช้าที่ตื่นพบสายหมอกห่มคลุมแม่น้ำโขง สวยเหมือนภาพเขียน
เป็นที่สังเกตด้วยว่าคนเชียงคานรักธรรมชาติกันมาก ไม่ว่าจะผ่านบ้านหลังไหน เล็กน้อยยังไง จะต้องมีโอ่งอ่างกระถางเก่า บ้างเอาคุน้ำรั่ว บ้างเป็นกระป๋องนม กล่องขนมปัง เจาะรูปลูกต้นไม้กันน่าเอ็นดู
บางบ้านปักรั้วไม้ไผ่เหมือนทางเชียงใหม่ ปลูกผักสวนครัวอย่างละนิดละหน่อย
นั่นต้นหอม โน่นมะเขือ มะเขือเทศลูกเล็กพันธุ์พื้นเมืองชนิดที่ใส่ส้มตำอร่อยมากๆ ผักคาวตองที่ใช้กินกับลาบปลาก็มี ผักชี กะเพราแดง ฯลฯ ไก่แม่ลูกอ่อนเดินคุ้ยเขี่ยใกล้ๆ หมากับแมวอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
เอ่อ เชียงคานมีหมากับแมวเยอะจริงๆ ค่ะ ทำเอาคนรักแมวแต่กลัวหมาสุดสุด อย่างฉันใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ทุกวันที่เดินเที่ยวชมเมือง วันดีคืนดี ลงไปชมแม่น้ำโขงแบบใกล้ชิด กำลังกดชัตเตอร์ยิงภาพพระจันทร์ที่ลอยขึ้นฝั่งตะวันออก ขณะพระอาทิตย์ก็ใกล้ลับเต็มทีด้านตะวันตก สวยสุดพรรณนา ก็มีอัลเซเชียนตัวใหญ่ กาง 4 ขาอยู่บนฝั่ง
ไม่แน่ใจว่าสนใจนักท่องเที่ยวหรือวิว?? แต่ฉันนั้นใจหายวาบ!
โชคดี ปรากฏว่าเค้ามาหาเจ้าของ ซึ่งเป็นหนุ่มฉกรรจ์กำลังผูกแพอยู่ด้านล่าง คนที่ตีหน้าเฉยๆ แบบไม่เข้าใจว่ากลัวเพื่อนเขาทำไม!

เคยไปตลาดตอนเช้า ก็มีคนล้อมวงกินข้าวหน้าบ้านค่ะ หมาสองตัว แมวหนึ่งตัว ผิงไฟอยู่ร่วมกัน น่ารักน่าชัง จนทำให้รู้สึกว่าเมืองที่มีคนเลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้ ดูแลถนนหน้าบ้านหลังบ้านให้สะอาดเสมอ
บ้านเรือนเก่าแก่แต่ไม่รกรุงรังเลย อยากมาอยู่เหมือนกันนะ!
จริงด้วยค่ะ ที่เชียงคานไม่ค่อยมีหมาจรจัดนะคะ จะเห็นแต่หมาที่มีเจ้าของ อ้อ แต่มีบ้านหลังหนึ่งติดป้ายน่ากลัวมากๆ "ระวังสุนัขดุ" ความเป็นเส้นทางหลักฉันต้องผ่านทุกวัน วันละหลายรอบ (จากการเดินถ่ายรูปทั่วเมืองไม่เบื่อ) มีอยู่วัน น้องหมาที่หน้าตาน่ากลัวเหมือนกัน ละเมอหรืออะไรไม่ทราบ นอนอยู่แท้ๆ ยังเห่าเสียงดัง ฉันเกือบหัวใจวายตาย
แต่เอ๊ะ! ทำไมฉันถึงเล่าแต่เรื่องหมาละเนี่ย เอาเรื่องอื่นดีกว่านะ
ที่ฉันชอบอีกอย่างในเชียงคานคือความเงียบค่ะ แต่เช่นกัน คนที่ทนความเงียบไม่ได้ก็คงไม่ชอบเชียงคานแน่ๆ
วันที่สองของการเยือนเมืองริมน้ำ ขณะนั่งกินข้าวที่ร้านซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ได้ 2 วัน ก็มีหนุ่มพเนจรคนหนึ่ง แบกเป้ สวมหมวกแก๊ป ฟังแว่วๆ ว่ามาจากสุราษฎร์ฯ
"ผมลงรถปุ๊บ เกือบกลับไปแล้วนะ เมืองอะไรเงียบมากจริงๆ" เขาพุดคุยกับคุณป้าแม่ครัวร้าน "แสงทอง" ที่ฉันชอบมากที่สุด ในจำนวนร้านอาหารที่ได้ไปนั่งมา
เดี๋ยวจะบอกว่าเพราะอะไร ไม่ใช่รสชาติอาหารหรอกค่ะ
คนหนุ่มเขาบอกอีกว่า "เมืองเงียบจริงๆ นะ (ย้ำมาก) เอ แล้วที่ไหนมีแสงสีบ้างละครับนี่"
ฉันกับเพื่อนที่ไปด้วยกันอมยิ้ม โถ น่าเห็นใจจริงๆ เพราะเชียงคานนั้น ไม่เกินสองทุ่ม ถนนหนทางก็เงียบกริบ ชาวบ้านปิดประตูเข้าบ้านใครบ้านมัน หมายังไม่เห่าเลยค่ะ (หมาอีกแล้ว!)
และอย่าถามหาร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงนะคะ ไม่มี ย้ำ! ไม่มีจริงๆ ค่ะ
วันแรกที่ไปถึงนั้น ฉันยังชะล่าใจ นึกว่าถ้าเช้าไม่อยากไปนั่งร้านกาแฟในตลาด ชงกึ่งสำเร็จรูปแบบง่ายๆ ในห้องพักก่อนก็ได้ แต่...เราไม่มีกาแฟติดตัวมานี่นา แต่...ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปซื้อที่ 7 /11
ขอโทษค่ะ...เมืองนี้ไม่มี 7 /11 ไม่มีแมคโคร โลตัส ไม่มีมินิมาร์ทแบบทันสมัย มีแต่ร้านขายของชำที่ปิดเร็วมากๆ!
วันแห่งการเรียนรู้นั้น เราเดินวนรอบเมืองในช่วงค่ำ ทุกอย่างเงียบสงัด และเราก็ได้แต่ฝันถึงเซเว่นฯ ในกรุงเทพฯ
ล้อเล่นหรอกค่ะ ใครจะไปฝันถึงเซเว่น อิอิ เรารู้สึกดียังไงไม่รู้ต่างหาก เฉินอวี้ เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่า "รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตอยู่ในอดีต"
ค่ะ เชียงคานทำให้เรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ แถมที่ๆ เราไปพักนั้น เป็นตึกทรงฝรั่ง ผนังปูนขาวเรียบ แต่ประตูหน้าต่างเป็นไม้ตีเกล็ดสีเขียวสวย
คุณแม่ยายของเจ้าบ้านบอกว่า "เป็นตึกของคนฝั่งโน้น (หมายถึงลาว) เมื่อก่อนมีคนมาเช่าทำร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ลูกเขยมาเห็นเข้า เขาเสียดาย เลยขอมาทำเป็นเรือนพักแรม ตกแต่งใหม่"
ลูกเขยของคุณแม่ยายคือ สมบูรณ์ หอมเทียนทอง ศิลปินผู้มีชื่อเสียงระดับโลกค่ะ ฉะนั้นอย่าแปลกใจถ้า "เรือนแรมลูกไม้" ซึ่งมีเพียง 5 ห้องเท่านั้น ราคาห้องพักคืนละ 300 บาท จะเปี่ยมด้วยคุณภาพ
แค่เปิดประตูเข้าไปแล้วพบภาพศิลปะบนผนัง การจัดวางโต๊ะเก้าอี้อย่างเรียบง่าย แต่สวยในสไตล์มินิมัล+โมเดิร์น+โคโลเนียล แดดอุ่นๆ ส่องเฉียงทาบพื้นไม้ซึ่งต้องเปลือยเท้าเดิน มีบัวแก้วกระจิ๋วหลิวอวดใบในถ้วยเซรามิก สวยแทบลืมหายใจ
และ...ที่จริงแล้ว เขามีชา กาแฟ สำหรับผู้เข้าพักค่ะ สามารถสั่งอาหารเช้าได้ด้วยจากครัวเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลัง มีรั้วเตี้ยๆ เปิดออกไปชมวิวแม่น้ำโขงได้ทุกเวลา แต่ฉันกับเฉินอวี้มารู้เอาก็ต่อเมื่อเราดั้นด้นไปกินกาแฟที่ตลาดกันเสียแล้ว ในเช้าต่อมา
ใครจะไปนึก ค่าที่พักถูกแสนถูกปานนี้ ยังมีให้ทั้งเครื่องดื่ม ผ้าเช็ดตัวหอมสะอาด และงานศิลปะให้ชมแบบไม่บันยะบันยัง! สุดสุด ไหมล่ะ!

พื้นที่จะหมดแล้ว เล่าถึงร้าน "แสงทอง" สักนิดดีกว่าค่ะ
ที่จริง ในเชียงคานมีร้านอาหารและร้านขายของมากมายที่เราชอบ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ "นาทีทอง" ซึ่งแต่งด้วยของเก่าๆ รวมกันในตู้กระจกฝุ่นจับ (นั่นล่ะ เสน่ห์ของเขา)
เมื่อคุณสั่งกาแฟแล้ว ผู้ชงและผู้เสิร์ฟซึ่งเป็นคุณป้าสูงวัย ก็จะให้บริการคุณด้วยความสุขุม นิ่ง เหมือนกาแฟในถ้วยที่อาจจะบอกยากว่าอร่อยหรือเปล่า แต่ทันทีที่เสร็จภารกิจ คุณป้าจะกลับไปฉีกใบตองดังควากๆ อยู่หลังร้านเพื่อห่อแหนม
ค่ะ ที่ร้านกาแฟแห่งนี้มีป้ายบอกว่า "รับห่อแหนมทั้งปลีกและส่ง" ไปด้วยค่ะ
และเมื่อคุณมองไป พบคุณป้าส่งยิ้มให้ด้วยหน้าตาเป็นมิตรมาก คุณจะรู้สึกว่าโลกนี้ยังน่าอยู่แท้ ตราบใดที่มีผู้คนตัวเล็กๆ ทำมาหากินด้วยความสุจริต จริงจัง ตั้งใจ จริงใจ ไม่ว่าจะเป็นการห่อแหนมหรือชงกาแฟ หรือแม้แต่ทำสองอย่างนี้ไปพร้อมๆ กัน
ยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก ซึ่งทุกโต๊ะมีกระปุกกะปิ + กระจาดผักสด ซึ่งฉันสงสัยนักหนาว่ากินยังไง พยายามเมียงมองโต๊ะข้างๆ ก็ดูไม่ทันสักที เกือบละลายกะปิลงในน้ำก๋วยเตี๋ยวเสียแล้ว กว่าคนในร้านจะแสดงให้ดูว่า เขาใช้ถั่วฝักยาว หรือพริกชี้ฟ้าดิบ จ้วงลงในกะปิ เคี้ยวกร้วมๆ แกล้มน้ำซุป น่าสนใจจริงๆ
หรือร้านส้มตำ + ขนมจีนร้อน ซึ่งหมายถึงการทำขนมจีนสดๆ จานต่อจาน ตำลาวได้นัวมากๆ ค่ะ มีไก่ย่าง หมูย่าง แหนม แคบหมู กับผักพื้นบ้านให้ด้วย กินแทบตายจ่ายเงินนิดเดียว
บ่ายที่ฉันกับเพื่อนถ่ายรูปจนเมาแดด แวะเข้าไปนั่งนั้น มีชายกลุ่มใหญ่วัยกลางคน สั่งอาหารเต็มโต๊ะ ตบท้ายด้วยไอติมกะทิคนละถ้วย (ผู้ชายกินไอติมนี่น่ารักเนอะ ไม่รู้ทำไม) ได้ยินแว่วๆ ว่าคิดเงิน "สองร้อย" บาท!!
กลับมาที่ร้านแสงทองดีกว่าค่ะ ก่อนจะไถลไปอีก 10 ร้าน

แสงทอง เป็นร้านอาหารเล็กๆ อีกร้านหนึ่งที่หันหน้าหาแม่น้ำโขง โดยเจ้าของบ้านต่อเติมจากเรือนเก่าที่อยู่อาศัยนั่นเอง วันที่เราไปนั่งนั้น ทางร้านยังไม่มีอะไรเลยแม้แต่เมนู! การสั่งอาหารใช้วิธีถามกันไปมาว่าชอบกินอะไร? ในร้านมีวัตถุดิบอะไรอยู่? ราคาควรเป็นเท่าไหร่??
ข้อหลังนี้ เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเชียงคานน่ารักจริงๆ ยังต่างจากอีกหลายเมืองที่เติบโตไปเป็นที่ "สำหรับนักท่องเที่ยว" แม้แต่ปายหรือเชียงใหม่ เพราะยังเป็นเมืองที่กิจการโดยมาก เป็นของคนในพื้นที่เอง เหมือนร้านกาแฟหน้าตลาด ร้านขายของชำที่ปิดเร็วสุดในโลก หรือแผงขายข้าวเหนียว ไก่ย่าง ฯลฯ
คุณป้าแม่ครัวร้านแสงทองบอกกับเราว่า "เพิ่งเริ่มจ้ะ ค่อยๆ ปรับปรุงไป ว่าจะทำโฮมสเตย์ด้วยนะ"
ส่วนน้อง "ใจ" ซึ่งแนะนำตัวเองว่าเป็นแฟนของหนุ่มหนึ่งในหุ้นส่วนร้าน (ยามค่ำคืน เขาจะสวมเชิ้ตยีนส์ กางเกงยีนส์ รวบผมตึงเปรี๊ยะ ต้อนรับแขกอย่างสุภาพ แต่กลางวันโดยเฉพาะเช้าตรู่ เขาจะกลายเป็นคนขายตั๋วรถทัวร์หน้าตลาด และในบางวันที่เราไม่เห็น ดูเหมือนเขาจะกลายเป็นนักวาดภาพอีกด้วย ดูจากผลงานที่ประดับเต็มร้าน)
น้องใจยกมือไหว้ขอบคุณเราเมื่อเช็คบิลเสร็จ พลางถามว่า

"ราคาอาหารเป็นยังไงคะ แพงไปมั้ย..."

เป็นคำถามที่แทรกมาด้วยความกังวล อ่อนน้อม พร้อมจะก้าวต่อไปให้ดีที่สุด และยังสะท้อนความรู้สึกนึกคิดซึ่งหาได้ยากในโลกธุรกิจ เมื่อเราบอกว่า "โอเคค่ะ" คนทั้งร้านก็ส่งยิ้มแก่กันแบบสบายใจเหมือนว่า "สอบผ่าน"
เพราะก่อนหน้าที่เราสั่งอาหาร (ซึ่งต้องช่วยกันคิดอยู่ดีว่าจะเป็นอะไร) ฉันได้ยินน้องใจกับคุณป้าๆ ทั้งหลายปรึกษากันว่า
"ซื้อปลามา 3 ตัว 200 บาท เราควรจะทำขายเท่าไหร่ล่ะ ถ้าลูกค้าสั่ง"
ใครสักคนตอบว่า
"...เท่าไหร่ดีล่ะ แพงมากไปก็ไม่ดีนะ แต่ถ้าเป็นผัดผักทั่วไป สักจานละ 20-25 ดีมั้ย ส่วนข้าวก็เอาให้จนอิ่ม"
คำว่า "เอาให้จนอิ่ม" ยิ่งฟัง ยิ่งคิด ยิ่งเห็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในคำพูด เราจะเรียกมันว่าอะไรดีล่ะ ระหว่างคำว่าน้ำใจ, ความปรารถนาดี, ความจริงใจ หรือจะรวมทั้งหมดไว้ในคำเดียวว่า


นั่นเอง...เสน่ห์เชียงคาน.

ปล. คนที่นี่ใช้จักรยานกันมากค่ะ ตลอดทั้งเมืองจะมีจักรยานจอดตรงนั้นตรงนี้ เหมือนศิลปะจัดวางนั่นเทียว

 

อำเภอเชียงคานอยู่ห่างจากจังหวัดเลย 47 กม. มีรถทัวร์ทุกวันจากกรุงเทพฯ หรือจะขับรถไปเองใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง ทางเครื่องบินมีวันละ 3 เที่ยว สอบถามที่บริษัทการบินไทยค่ะ

ของฝากขึ้นชื่อ ผ้าห่มนวมและมะพร้าวแก้ว

คอลัมน์ บันทึกเดินทาง..มติชน (Matichon)

โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

Last updated by pitakchai Aug. 20, 2009.

© 2010   Created by pitakchai.   Powered by .

Badges  |  Report an Issue  |  Terms of Service

Sign in to chat!