...และแล้วก็ถึงเวลา...ที่บอว่าค่อนข้างจะนับวันรอเพราะเป็นการเดินทางครั้งแรกที่จัดการจองที่พัก จองตั๋ว และหาข้อมูลเยอะมากมาย....
....และเป็นการท่องเที่ยวครั้งแรกที่ไม่ได้ไปกับเพื่อนสมัย ป.2...เพราะไปกับ “ใคร....ที่เกิดมาเพื่อผูกพัน ใคร......”
เหตุการณ์มันเริ่มต้นเมื่อได้แจ้งหัวหน้าไว้ก่อนหน้านี้หลายวันแล้ว ว่าจะขอออกก่อนเวลา สัก 2 ชั่วโมง เพื่อกลับห้องเก็บสัมภาระก่อนไปหมอชิต
แต่แล้วเมื่อบ่าย 2 กว่าๆ งานด่วนเข้ามา ต้องนำเสนอผู้ใหญ่ในทันที ด้วยเนื้องานไม่หนักหนาอะไรมากมาย แต่ด้วยวามไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือเลยทำให้งานเล็กๆ กลายเป็นงานช้างขึ้นมา ต้องเดินวนไปเวียนมาระหว่างเครื่องคอมตัวเองกับคอมพิวเตอร์ของเพื่อนๆ ในออฟฟิศกลายเป็นหนูติดจั่น ทำเอาใจเสียกลัวจะไม่ได้ไปซะแล้ว “เชียงคาน”
หลังจากหอบสัมภาระขึ้นแท็กซี่แล้ว ด้วยวันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์ที่พ่วงด้วยวันหยุดยาว 3 วัน ทำให้บรรยากาศบนท้องถนน ทั้งทางธรรมดาและทางด่วนพิเศษเต็มไปด้วยรถราที่มุ่งหน้ากลับบ้านและออกต่างจังหวัด แต่ด้วยอัธยาศรัยดีเลิศและตำแหน่งนางงามมิตรภาพของเพื่อนร่วมทางของผม จึงทำให้บรรยากาศรถติด คลายความเงียบลงไปบ้าง
พวกเรามาถึงหมอชิตก่อนเวลารถออกที่ระบในตั๋วเพียง 10 นาที ซึ่งต้องเดินฝ่ายฝูงชนจากด้านหน้าไปสู่ชานชาลาที่ 27 เมื่อไปถึงก็จัดการเก็บสัมภาระแล้วก็นั่งตามที่ระบุในตั๋ว
การบริการของ “แอร์เมืองเลย” จัดว่าดีระดับหนึ่ง มีทั้งน้ำ ขนมและอาหารคอยบริการ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจมากคือ วันนี้เขาแจกข้าวหมูทอดให้กินบนรถ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะไม่จอดให้ผู้โดยสารทานข้าวระหว่างทาง หลังจากจัดการกับของที่พนักงานบริการบนรถมอบให้ สิ่งที่น่าแปลกใจสำหรับคนสายตาไม่ดีอย่างผมคือ ขณะที่รถวิ่งอยู่ช่วงรังสิต ผมได้มองออกนอกรถผ่านกระจกด้านข้าง ผมคิดในใจอยู่เกือบเลยตรงนั้นไปว่า เขาจะมีงานอะไรหนอ ทำไมมีลูกบอลใหญ่ลอยอยู่สูงจัง แต่พอพิจารณาดีๆ สิ่งที่ผมเห็นนั่นก็คือ พระจันทร์ดวงกลมโต แต่ยังไม่ส่องแสงออกมา แล้วก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้
ตื่นมาอีกทีก็ได้ยินเสียง ร้องเรียก “สามล้อไหมพี่ๆ” (5 ธันวาคม 2552) ดังไปทั่วบริเวณ ซึ่งหมายถึงว่าพวกเรามีถึงเป้าหมายปลายทางของเราแล้ว “เชียงคาน”
ผมจึงตกลงราคา หากว่าจะไปยังที่พัก “ศรีพรรณโฮมสเตย์” อยู่ช่วงซอยศรีเชียงคานซอย 13-14 ซึ่งผมได้โทรจองไว้ล่วงหน้าร่วมเดือน ค่าโดยสารคนละ 20 บาท ผมก็ไม่ลังเลขนสัมภาระขึ้นประจำที่ เพราะบรรยากาศรอบข้างยังมืดอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน
ประมาณ 5 นาที พี่สามล้อก็พาเรามาถึงศรีพรรณโฮมสเตย์ ซึ่งก่อนมาผมก็แอบคิดอยู่ในใจหลายครั้งว่า จะเรียกป้าเจ้าของบ้านยังไง เพราะเวลาเช้ามากๆ แต่พอมาถึงก็ผิดคาด เพราะป้าศรีพรรณตื่นมาทำกับข้าวเพื่อเตรียมใส่บาตร และ “พี่น้อย” ลูกสาวของป้า ก็เอ่ยบอกว่า
“ห้องที่เราจองมา แขกยังไม่ออก เดี๋ยวไปพักห้องอื่นก่อนน่ะ”
แล้วก็พาพวกเราไปที่นอน พี่น้อยบอกว่า “นอนก่อนน่ะ อากาศมันหนาว” แต่พวกเราดูเวลาแล้ว จะสว่างแล้วเลยจัดการล้างหน้าล้างตา (อย่าคิดถึงอาบน้ำเลย เพราะมันหนาว) เสร็จแล้วจึงไปหาของมาใส่บาตรกัน โดยการเดินจากบ้านป้าศรีพรรณไปตลาด ใช้วิธีปั่นจักรยานหรือเดินเล่นชิวๆ บนถนนชายโขง จมาถึงศรีเชียงคานซอย 9 แล้วก็เลี้ยวซ้าย เดินตรงอย่างเดียว ถึงทางแยกก็ข้ามไป ก็ถึงตลาดแล้ว
พวกเราซื้อข้าวเหนียวสังขยามาคนละ 9 ห่อ แล้วก็เดินกลบ ระหว่างทางในซอย 10 มีชาวบ้านทำข้าวจี่ร้อน (ข้าวจี่ทอด ถ้าจชื่อไม่ผิดน่ะครับ) แจกให้กินฟรี เพราะวันนี้เป็นวันพ่อ พวกเราไม่อยากให้พี่ ป้า น้า อาเสียน้ำใจเลยหม่ำไปหลายเลยครับ ก่อนจะขอบคุณ แล้วเดินเท้ากลับบ้านป้าศรีพรรณเพื่อมาให้ทันตักบาตร
ช่วงที่รอพระ ด้วยความที่ผมพานางงามมิตรภาพมาด้วยจึงทำให้ได้รู้จักกับ “น้องปุ๊ก” สาวน้อยร่างบาง เอเล่าให้ฟังว่า
“หนูมาเชียงคานครั้งแรก ไม่รู้หรอกว่าคือที่ไหน แต่เพื่อนบอกว่าถ้ามาแล้วมาพักบ้านป้าก็ได้”
และ “ป้าถามว่าจะพักกี่คืน” ซึ่งมองจากขนาดกระเป๋าแล้วมันใหญ่มา นั่นเพราะการไปครั้งแรกของน้องปุ๊ก เธอไปหลังจากที่เธอเสร็จธุระมาจากจีนแล้วเธอไม่อยากกลับบ้าน หนีเที่ยวต่อ เลยต้องหอบสัมภาระไปด้วย และก่อนที่เธอกลับ เธอไม่ลืมที่จะซื้อ “ข้าวหลามยาว” ของฝากขึ้นชื่อจากเชียงคทานไปฝากที่บ้าน ซึ่งมันก็ทำให้คนที่บ้านสงสัยว่า ต่างประเทศเขาขายข้าวหลามด้วยเหรอ แต่เธอก็ดันทะรังตอบไปว่า “ซื้อจากสุวรรณภูมิ”

เสร็จจากตักบาตร ผมและนางงามมิตรภาพยกให้น้องปุ๊กเป็นไกด์จำเป็น น้องปุ๊กเลยออกความเห็นว่าเราควรจะไปหามื้อเช้าที่ตลาดกินกัน ซึ่งก่อนไปตลาดน้องปุ๊กพาไปแวะ “ร้านดอกฝ้าย” (ถ้าจำไม่ผิดน่ะครับ) เจ้าของร้านชื่อพี่นพ ซึ่งคุยกันถูกคอกับน้องปุ๊ก
เมื่อไปถึงตลาดสิ่งที่เราเลือกสำหรับมื้อเช้า นั่นก็คือ “ข้าวปุ้นน้ำแจ๋ว” ซึ่งเป็นอาหารเช้าสำหรับคนเชียงคาน แต่พอกินเสร็จก่อนกลับ ผผมดันหันไปเห็นป้าย “ไข่กระทะ” จึงเกิดกิเลสที่อยากจะกินขึ้นมา น้องปุ๊กจึงแนะนำให้ไปกินที่ร้าน “สุวรรณรามา” พอพาผมมาส่งถึงร้าน น้องปุ๊กก็ขอตัวเอาข้าวไปให้พี่นพ ผมจึงสั่ง “ไข่กระทะกับโกโก้ร้อน” ไม่รู้มันจะเข้ากันหรือเปล่า เพราะผมไม่ดื่มกาแฟ เลยสั่งแบบนั้นไป มาวันแรกค่อนข้างจะผิดหวัง เพราะคนเยอะ รายการอาหารที่สั่งเลยทำให้ได้ช้า และที่สำคัญอาหารได้ไม่ครบ เพราะพนักงานส่งผิดโต๊ะ แต่ก็ไม่ได้ทำใหม่ให้ ผมเลยจ่ายตังค์และออกมาจากร้าน




แล้วใช้เวลาหลังจากมื้อเช้าเดินทอดน่องรับลมที่ริมโขง แล้วก็กลับมาที่พัก แล้วกลับมาทำธุระที่พัก แล้วก็เดินเล่นบถนนชายโขง แต่ด้วยขนาดเมืองที่เล็ก และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เยอะ จึงใช้เวลาเดินไม่นานก็สุดถนน จึงตัดสินใจหาจักรยานไปแก่งคุดคู้กัน ตอนแรกได้ยินว่า ระยะทางแค่ 4 กิโลเมตร ตัดสินใจว่าจะเดินกันไปแล้ว เพราะรถจักรยานที่ให้เช่าหาได้ยาก และที่มีอยู่ก็ค่อนข้างจะแพงราคา 80 บาท/วัน/คัน และห้ามซ้อนท้าย เราจึงเดินย้อนจากซอย 5 ไปทางสุดถนนอีกฝั่ง มาได้รถจักรยานที่ว่างให้เช่าพอดี 2 คัน ราคาคันละ 60 บาท จึงตัดสินใจเช่าไป แต่ปั่นไปได้สักพัก จักรยานคันที่เพื่อร่วมทางผมปั่นอยู่ ระบบคอนโทรลหน้าไม่ดี จึงบอกให้ผมปั่นช้าๆ ผมจึงเปลี่ยนจักรยานกัน ปั่นไปได้สักพัก ด้วยความที่ผมปั่นจักรยานแข็ง คิดว่าถ้าฝืนปั่นต่อไป ผมคงลงไปกองอยู่ข้างทางแน่ๆ จึงเอาจักรยานเจ้าปัญหาฝากไว้ที่ร้านขายอาหารตามสั่ง ที่เลยประมงน้ำจืด ไปทางแก่งคุดคู้นิดนึง
ผมจึงเป็นคนปั่น และเป็นครั้งแรกที่ปั่นแล้วมีคนซ้อนท้าย (เธอกล้ามาก) แต่พอปั่นมาได้สักพักเธอรูสึกเจ็บก้น เลยขอเป็นคนปั่นบ้าง ส่วนข้างทาง ไม่ต้องถามคนผ่านไปผ่านมา จ้องกันเป็นตาเดียว และคงคิดในใจว่า “แมนมั๊กๆ”

มาถึงแก่งคุดคู้เกือบ 11 โมง สิ่งแรที่มองหา คือ มะพร้าวแก้ว และยำกุ้งเต้น แต่คิดว่ากุ้งเต้นน่าจะเป็นมื้อเที่ยงดีกว่า จึงตัดสินใจซื้อ มะพร้าวแก้วกินเล่นๆ ไปก่อน 1 ถุง กินไปสักพักพอโดนลม ความง่วงเริ่มมายืน แต่ก็ฝืนนั่งต่อไปได้ เพราะคิดว่าอยากเก็บบรรยากาศยามเย็นที่นี่ จนกระทั่ง 3 โมงกว่าๆ ดูแล้วบรรยากาศคงไม่เอื้อให้ได้ภาพสวยๆ เพราะเริ่มมีหมอก จึงตัดสินใจปั่นจักรยานกลับเชียงคาน เพือเก็บบรยากาศยามเย็นริมโขงในเชียงคานแทน ก่อนกลับไม่ลืมที่จะซื้อของฝากอันลือชือ “มะพร้าวแก้ว” มาด้วย เพื่อฝากเพื่อนที่ทำงาน
เมื่อมาถึงห้องพัก พี่น้อยจัดการเอาสัมภาระไปเก็บไว้ในห้องให้เรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่ราจะทำก็คือ............อาบน้ำครับ เพราะ 1 คืนกับอีกเกือบ 1 วัน ก่อนจะมานอนสักพักก่อนจะตะลอนตามทางเดินริมโขงตามแผนที่วางไว้ แต่เมื่อทำธุระเสร็จก็เกือบเย็นแล้ว เลยออกเดินเล่นริมโขงกันเลย ค่อยรวบรัดนอนเอาคืนนี้เลยม้วนเดียว
ชวนน้องปุ๊กออกเดินด้วยแต่ น้องปุ๊กบอก “หนูขอดูขบวนแห่ตำนานเมืองเชียงคานก่อน เพราะหนูรอมาตั้งแต่บ่ายแล้ว”

เราสองคนจึงเดินอ้อยอิ่งไปตามทางที่ปูด้วยอิฐและคอนกรีตที่ทำไว้ให้คนเดินเท้าเดินสะดวกสบาย เดินจนสุดถนนอีกแล้วก็เริ่มมืดพอดี จึงเปลี่ยนทางมาเดินบนถนนชายโขงแทน
และบ่ายนี้น้องปุ๊กก็บอกข่าวดีกับพวกเราเพราะว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีคนขึ้นภูทอก และน้องปุ๊กสำรองที่เผื่อพวกเราไว้เรียบร้อยแล้ว (ขอบคุณจริงๆ)
ถนนชายโขง มีร้านค้าเกือบตลอดทั้งเส้น มีทั้งร้านอาหาร เครื่องดื่ม ของที่ระลึกและอื่นๆ ผมจึงเข้าไปในร้านไอเดียดีดี เพื่อเขียนโปสการ์ดส่งถึงตัวเองและใครบางคน เพื่อบันทึกความทรงจำดีๆ ไว้ ในร้านมีหนูน้อยคนนึงอายุราว 2-3 ขวบ เธอนั่งให้ช่างภาพเก็บภาพเธออย่างไม่รู้อาย จนแม่ต้องปราบว่า “พอแล้ว คนเขามาซื้อของ” เธอจึงหยุดด้วยทีท่าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ผมจึงได้เวลาที่จะเลือกโปสการ์ด แต่ไม่ทันที่จะเขียนเสร็จ มีเจ้าหน้าที่จัดงานมาขอความร่วมมือให้ทางร้านปิดไฟ เปลี่ยนเป็นใช้เทียนแทน
เสร็จจากขบวนแห่ พวกเราจึงไปเดินงานงาน 100 ปี เชียงคานเมืองโบราณริมฝั่งโขง (ถ้าจำไม่ผิดเช่นเดิม) มีการออกร้านขายผลิตภัณฑ์ Otop และอื่นๆ พอเวลาเริ่มดึก ท้องเริ่มหิว แต่พอเดินกลับมาถนนชายโขง ร้านขายอาหารปิดเกือบหมดแล้ว ส่วนร้านที่ยังไม่ปิดก็คนเยอะมาก ต้องรอคิว พวกเราจึงตัดสินใจเลือกกินที่บ้านป้าศรีพรรณ เพราะดึกขนาดไหนเราก็เดินขึ้นมานอนได้สบาย
6 ธันวาคม 2552
พวกเราตื่นมาเพราะเสียงนาฬิกาปลุกตอนตีสี่ครึ่ง เพื่อจัดการกับตัวเองก่อนจะไปสมทบกับสมาชิกที่พักบ้านป้าศรีพรรณ อีก 7-8 คน เพื่อไปดูทะเลหมอกบนภูทอก ระยะทางจากเชียงคานไปภูทอก ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร แต่ด้วยรถที่เราได้ว่าจ้างมาเป็นรถกระบะที่ใส่หลังคา จึงต้องนั่งขัดสมาธิ ชันเข่า หรือพับเพียบแล้วแต่ถนัด จึงทำให้เมื่อง่าย ทำให้เส้นทางดูเหมือนไกลกว่าปกติ
พวกเราขึ้นถึงภูทอกตอนตีห้าครึ่งกว่าๆ บริเวณรอบด้านยังมืดอยู่ แต่ก็เห็นได้ว่ามีปริมาณหมอกที่หนาแน่น และก็มีนักท่องเที่ยวที่กางเต้นท์บนภูทอกจำนวนหนึ่ง
บน “ภูทอก” สามารถชมทิวทัศน์ได้รอบด้านทั้งทะเลหมอกและบ้านเรือนในเมืองเชียงคานเอง แต่บนภูทอกมีพื้นที่ค่อนข้างเล็ก จึงไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มาก

ฟ้าเริ่มสว่างนักท่องเที่ยวก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น บนภูทอกนางงามมิตรภาพของผมก็ได้เพื่อนใหม่อีก 5-6 คน ถ่ายรูปกันสนุกสนาน เมื่อถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ รูปตัวเองกันจนพอใจแล้ว ขณะที่กำลังจะกลับ มีพี่ผู้ชายใจดีคนหนึ่งแนะนำ ให้ไปดูทะเลหมอกตรงจุดชมวิวอีกจุดหนึ่ง เพราะสามารถมองได้ 360 องศาอย่างแท้จริง ไม่มีต้นไม้มาบดบัง

8 โมงกว่าๆ ลงมาถึงเชียงคาน ป้าศรีพรรณชวนกินกาแฟ เพราะป้าเตรียมปาท่องโก๋ไว้ให้แล้ว แต่ด้วยอากาศยังหนาวๆ มีหมอกเยอะอยู่จึงเดินเล่นกันริมโขงก่อน พอเริ่มหิวๆ จึงกลับมาที่พัก แต่ได้ยินว่าข้าวหลามที่นี่อร่อยมาก ผมจึงเดินไปซอย 1 เพื่อหาซื้อ “ข้าวหลามยาว” แต่บังเอิญไปซื้อผิดร้าน แต่ก็ยังอร่อยอยู่ดีครับ
สายๆ วันนี้สมาชิกที่บ้านป้าศรีพรรณเริ่มทยอยกลับ เพราะต้องเดินทางไปทำงานต่อ แต่พวกเรายังไม่ถึงกำหนดกลับ หลังจากเสร็จมื้อเช้า และจัดการทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วจึงเดินเตร็ดเตร่ในเชียงคานต่ออีกรอบ และบ่ายๆ ก็หาเช่าจักรยานไป “แก่งคุดคู้” กันอีกรอบ วันนี้คงเป็นวันครอบครัว เพราะมีรถที่ไปแก่งคุดคู้เยอะมาก วันนี้เป็นอีกวันที่เราอยู่แก่งคุดคู้ถึงเย็นย่ำไม่ได้อีกวัน เพราะดูจากหมอกที่เริ่มลง และจำนวนรถที่เยอะ เกรงว่าจะลำบากเวลาที่ปั่นจักรยานกลับ

กลับมาถึงเชียงคาน ไม่มีอย่างอื่นทำดีกว่า เดินเล่นริมโขงอีกแล้ว วันนี้หมอกลงน้อย จึงเห็นพระอาทิตย์ตกชัดเจน ฟ้าหลังพระอาทิตย์ตกก็ช่างสวยเสียเหลือเกิน


พอเย็นย่ำ ก็มาเดินถนนชายโขงตามระเบียบ เดินดูร้านโน้นร้านนี้ไปเรื่อยๆ มาหยุดที่ร้าน “สะบายดีเชียงคาน” เพื่อเขียนโปสการ์ดกันอีกครั้ง
7 ธันวาคม 2552
เช้าวันนี้ตั้งใจว่าจะตื่นมาแล้วไปซื้อของที่ตลาดมาใส่บาตร แต่เดินไปได้ครึ่งทางก็สวนทางกับพระเสียก่อน จึงเปลี่ยนแผนไปหามื้อเช้าที่ร้านสุวรรณรามา นั่นก็คือ ไข่กระทะ วันนี้ได้กินสมใจ เพราะยังเช้าอยู่ลูกค้าจึงยังไม่มี เสร็จจากมื้อเช้าจึงเดินไปดูท่ารถที่พวกเราต้องมาขึ้นรถเพื่อกลับกรุงเทพฯ ในเย็นวันนี้
เมื่อเห็นที่หมายสำหรับเย็นวันนี้แล้ว เราจึงตั้งต้นที่ซอย 1 และก็หมายรวมถึง “วัดโพนชัย” หน้าวัดนี้ เราได้เจอลุงคนนึง เล่าเรื่องราวของเมืองเชียงคานและวัดต่างๆ ในเชียงคานให้ฟังพักใหญ่เลย เมื่อเริ่มที่ซอย 1 แล้ว เราก็เริ่มเดินมาเรื่อยๆ ตามแผนที่ไหว้พระ 9 วัดในเชียงคาน จนถึง “วัดศรีคุณเมือง” “วัดท่าคก” “วัดศรีพนมมาศ” “วัดป่ากลาง” “วัดป่าใต้” “วัดมหาธาตุ” (ที่มาของแผนที่
http://www.chiangkhan.com/page/2066709:Page:24730)

แล้วก็มากินมื้อเที่ยงตามแบบคนเชียงคานนั่นก็คือ ยำด๋องแด๋ง กับข้าวปุ้นร้อน ที่ร้านกุมารทอง (ซอย 17) หลังจากตามหามาเมื่อวันก่อน แต่ไม่เจอ อร่อยมากโดยเฉพาะยำด๋องแด๋ง พี่เจ้าของร้านแนะนำวิธีกินให้ด้วยว่า ขั้นตอนเป็นยังไง เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้วจึงกลับมาที่พักเพื่อคืนห้องให้พี่น้อย เพราะมีแขกเข้ามาพักต่อ เหลือเวลาที่จะขึ้นรถหลายชั่วโมงจึงนอนเล่นรอที่หน้าบ้านป้า ป้าจัดการหาที่นอนให้ (เกรงใจจัง)
พอแดดร่มลมตก แต่พอเวลาที่จะให้เตร็ดเตร่อีกรอบ วันนี้นักท่องเที่ยวทยอยกลับกันตั้งแต่เช้า เย็นๆ จึงทำให้เชียงคานกลับมาเงียบตามที่เชียงคานเป็น จำนวนรถที่วิ่งผ่านก็มีน้อย คนเดินก็ไม่เยอะมาก ไม่เงียบจนวังเวง แต่เงียบจนอยากอยู่ต่อ แต่ความเป็นจริงทำไม่ได้ จึงคิดว่า รอหาโอกาสว่างๆ มาอีกทีช่วงที่ไม่ตรงกับเทศกลายหรือวันหยุดน่าจะดี และหามื้อเย็นก่อนขึ้นรถ






... แล้วจะหาเวลาไปอีกครั้งน่ะ...."เชียงคาน"....
You need to be a member of Thai Chiangkhan to add comments!
Join Thai Chiangkhan